DIY_UX

ผมทำงานเป็น Product Manager ของบริษัทนึงและทำงานด้าน Product development แบบเต็มตัวมาประมาณ 7 ปี ต้องยอมรับตามตรงว่าวันแรก เมื่อเริ่มทำผมและทีม ไม่เคยมองเรื่องพวกนี้เลย จนเมื่อปีสองปี ที่ผ่านมานี่เริ่มมีเสียงเข้าหูว่า UX Design ของบริษัทคุณทำเองหรือจ้างนักออกแบบมาดูแล

หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นจุดศึกษาการวาง UX ให้กับบริษัท เริ่มแรกทีเดียวนั้นผมทดลองกับ Workflow ของบริษัทพยายามจับสิ่งที่อ่านมานั่งผสมมันเข้าด้วยกันจนเรียกว่าเยอะ แต่พอเรากลับไปถาม User หลังจากทดลองใช้ว่าเป็นยังไงผลลัพธิ์ที่ได้กลับไม่น่าพอใจนักกลับกัน User กับชอบที่ระบบใหม่ทำงานได้เร็วขึ้นในแง่ของการประมวลผลไม่ใช่ในแง่ของความพร้อมเรื่องข้อมูล เวรล่ะ ตอนเริ่มทำเรามุ่งเน้นไปที่โจทย์ที่ต้องการทำ Workflow ใหม่นี่เพื่อให้ UX มันน่าสนใจ ใช้ง่ายขึ้นและถ่ายทอดได้ง่ายและจะได้เป็น Platform อ้าวว่าอ่านมาเยอะพอทำไปไม่เห็นจะช่วยอะไรเลยส่งสัยต้องกลับไปทำเพิ่ม

โอเคผ่านไป Project นั้น เวลามันเร็วเนอะเวลาผ่านไปอีก 6 เดือน ได้มีโอกาสกลับมาทำ Product ชิ้นหลักของบริษัทอีกครั้ง หลังจากห่างมันมาเกือบ 7 ปี เรียกว่ายกเครื่องใหม่เลยทีเดียวแน่นอนว่าวันแรกเป้าหมายหลักคือการทำ Product ให้เสร็จ แต่นั่นแหละคือปัญหาการวาง UX ถ้าถูกจำกัดด้วยเวลามากๆ อาจทำให้ Due Date ไม่ลงตัวได้ จากนั้นพอเริ่มศึกษาจริงๆ อาจจะต้องใช้คนที่ทำ UX มาดูแลเลยหรือเปล่าอีก นั่นคือความคิดวันแรก แต่ถ้าจะหาคนมาทำงาน กว่าจะจ้าง กว่าจะออกแบบกว่าจะศึกษา Culture ของบริษัท มันคงรอไม่ได้ ในแง่ของผมซึ่งเป็น Developer มาทั้งชีวิตต้องมาทำ UX ปัญหามันจึงเกิด ให้วางโครงสร้างไปแบบไร้ UX เมนูควรวางตรงไหน สีควรเป็นสีอะไร อะไรที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันคือของเรานะ Brand เราไม่มีเลยดีกว่าอะไรที่จะมัดใจผู้ใช้ ไม่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกลำบาก และเข้าใจ Product ของเราได้
ux-musings-continuum

และแล้วพอทำ Product เกือบเสร็จมันก็กลายเป็นดังรูปครับ User ไม่ไปตาม Flow ของ Program ที่วางไว้และทางที่ลูกค้าใช้ เราไม่ได้ทดสอบ กลายเป็นว่าเส้นทางที่ลูกค้าเดินไปอาจประกอบไปด้วยทางที่ไม่เรียบ ไม่ว่าจะเป็น Bug เล็กๆ หรือ Error ใหญ่ๆจนกระทั่งใช้งาน Product ไม่ได้ เวรล่ะทำไงต่อ ทางออกนั่นเหรอครับง่ายนิดเดียวเรียกทีม UX มาดู Product ของคุณ …… ลืมอะไรไปหรือเปล่าเรายังไม่มีทีม UX นี่ แต่โชคดีที่ในบริษัทเรามีหลายแผนก เราก็ไปหยิบยืมน้องที่มีความเข้าใจ UX มาในโครงการ และเราใช้ประสบการณ์ การทำงานด้าน พัฒนาผลิตภัณฑ์นี้มาออกแบบ ทางเลือกเราเริ่มเปิดกว้างขึ้นมาเมื่อมีน้องในทีมที่ไปขอยืมจากแผนกอื่น มาช่วยออกแบบ UI ใหม่มาให้ดูโชคดี ที่น้องเขาผ่านงานในแง่ของ UI/UX มาบ้าง เราก็เริ่มมาเน้น Culture และ Data Virtualization มากขึ้น และแล้วต้นแบบน้องทำมานำเสนอมันช่างน่าสนใจ เกือบทุกเรื่องแม้จะไม่ครบทุกเรื่องแต่เริ่มดูมี UX ขึ้นมาบ้างใน Product และความเป็นองค์กรของเรา โดยวิธีการนำเสนอของ UI ดีขึ้นอย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า เฮ้ยไม่ใช่ หลังเท้าเป็นหน้ามือ งั้นลงมือทำ จะรออะไรล่ะ ลุยๆๆๆ …………….

และหลังจากปรับ UI รอบแรก ลองผิดลองถูก UI โดยใส่ความรู้ UX ลงไปบ้าง ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจขึ้นมาบ้าง เปอร์เซนต์ Error ดูต่ำลงไปมาก และที่เห็นชัดเลยคือจำนวนการทำงานผิดพลาดของโปรแกรมแบบ Incident นี่เหลือน้อยมากๆ เพราะการเขียนโปรแกรมดักไว้และปรับเปลี่ยน UI ให้โอกาศเกิดแบบนั้นมันน้อยลงไปทันที แต่มันก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งล่ะ แต่เราจะก้าวไปอีกขั้นซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนา เรากำลังปรับอีกขั้นนึง คือ เราไปเจอ UI Template ของต่างประเทศซึ่งโชคดีที่ตรงกับความต้องการเรา และเราจะมาปรับให้เข้ากับ UX ของบริษัท และถ้าถึงวันที่ผมทำเสร็จ ผมจะมาเล่าประสบการณ์ ที่เจอให้ฟังอีกในตอนต่อไปนะครับ หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างสำหรับท่านที่ต้องดูแล UX เองและอยากจะทำ Product ให้มี UXD ที่ดี

สรุป ตอนนี้อยากให้นักพัฒนาผลิตภัณฑ์เริ่มใส่ใจใน UX ให้มากขึ้นเพราะมันทำให้คุณลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับตัว Product คุณและเป็นการสร้างวัฒนธรรมอันดีขององค์กร และเพิ่ม Products Quality(Value) ของคุณได้เป็นอย่างดี ตอนต่อๆ ไปอาจจะเริ่มเจาะลึกเรื่อง UX ให้ฟังกันว่ามันต้องมีอะไรบ้าง และส่วนตัวให้ความสำคัญเรื่องอะไรบ้าง ผิดพลาดประการณ์ใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ นี่เล่าจะประสบการณ์จริง ล้วนๆครับ #พี่นี่อึ้งไปเลยย้ง

Written by adminwp